นานาน่ารู้ "นอนกรน ภัยใกล้ตัวที่ป้องกันได้ "


สำหรับผู้ที่นอนกรนแล้ว คุณอาจคิดว่าเสียงกรนของคุณ เพียงแค่ทำความรำคาญให้แก่ผู้ที่นอนข้าง ๆ  คุณทราบหรือไม่ว่า แท้จริงแล้วอันตรายกว่าที่คุณคิด  ในขณะเรานอนหลับ ทางเดินหายใจส่วนลำคอ จะแคบลงเนื่องจาก เพดานอ่อน ลิ้นไก่ และ ลิ้น ตกไปด้านหลัง ตามน้ำหนักของเนื้อเยื่อ ร่วมกับการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อของลิ้นและเพดานอ่อนขณะ นอนหลับ ผู้ป่วยนอนกรนจะมีช่องคอแคบ จากเนื้อเยื่อเพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือลิ้น มีขนาดใหญ่และหย่อนยาน หรือมี คางสั้นมาก เวลาหายใจขณะหลับ จะมีการสั่นสะเทือนของเพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือโคนลิ้น จึงทำให้เกิดเป็น เสียงกรน ผู้ป่วยมักมีเสียงกรนไม่สม่ำเสมอ มีลักษณะของการกลั้นหายใจหรือสำลักน้ำลาย ตามด้วยการ สะดุ้งหรือหายใจอย่างแรงเหมือนขาดอากาศ อาจเกิดขึ้นหลายสิบหรือหลายร้อยครั้งต่อคืน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากการศึกษาปัจจุบัน พบว่าการนอนกรนสามารถเป็นจุดเริ่มของ การเกิดโรคหลายๆอย่าง มีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตมากกว่าคนปกติ 2.5 เท่า โรคหัวใจมากกว่าคนปกติ 2-4 เท่า  โรคสมอง โรคอัมพฤกษ์อัมพาตมากกว่าคนปกติ 2 เท่า โรคสมรรถภาพทางเพศเสื่อม โรคเบาหวาน ความจำเสื่อม หลับในง่าย ปวดศีรษะหลังตื่นนอน ส่งผลต่อปัญหาความเครียด อ่อนเพลียง่าย และง่วงนอนตลอดเวลา
ผู้ป่วยที่มีการนอนกรน อาจมีโอกาสที่จะหยุดหายใจชั่วขณะ หายใจติดขัดระหว่างนอนหลับ ในขณะที่มีการหยุดหายใจ ออกซิเจนในเลือดแดงจะต่ำลง ทำให้เกิดความผิดปกติในการทำงาน ของอวัยวะต่าง ๆ  โดยเฉพาะหัวใจ หลอดเลือด ปอด และสมอง เป็นผลให้สมองต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เพื่อ เปิดทางเดินหายใจและทำให้ออกซิเจนสามารถผ่านเข้าไปในปอดได้อีก หลังจากนั้นไม่นาน สมองจะเริ่ม หลับอีก การหายใจก็จะเริ่มขัดข้องอีก แล้วปลุกสมองให้ตื่นขึ้นอีก วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นนี้ไปตลอดคืน ทุกคืน เป็นผลให้สมรรถภาพการนอนหลับเสียไป รวมทั้งทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ  แบบเรื้อรัง
                สาเหตุของการนอนกรนนั้น มีหลายสาเหตุ เช่น ความอ้วน อายุที่มากทำให้เนื้อเยื่อช่องคอหย่อนยาน โครงใบหน้า คอ หรือ ขากรรไกรที่เล็ก โรคภูมิแพ้ ผู้เสพติดแอลกอฮอล์ กรรมพันธุ์ เป็นต้น

 

               

สำหรับการรักษา ผู้ป่วยที่รู้ตนเองว่านอนกรนนั้น ควรไปพบแพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก หรืออายุรแพทย์ทางเดินหายใจ เพื่อตรวจและประเมินความรุนแรงของภาวะนอนกรน ซึ่งจะมีการทดสอบการนอนหลับ วัดอัตราการหยุดหายใจ และปริมาณออกซิเจน การรักษาการนอนกรนนั้น อาจใช้ร่วมกันหลายวิธี เช่น การลดน้ำหนัก ผ่าตัดเนื้อเยื่อช่องคอ ใช้เครื่อง CPAP เป็นเครื่องช่วยหายใจติดจมูกในขณะนอนซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาการนอนกรนในปัจจุบัน แต่มักก่อให้เกิดความรำคาญ เนื่องจากติดแน่นที่จมูก มีการอัดอากาศเข้าไป และมีเสียงดัง  แต่หากผู้ป่วยมีระดับการนอนกรนในระดับน้อยถึงปานกลาง การใส่เครื่องมือในช่องปากเพื่อช่วยเปิดช่องคอก็เป็นวิธีที่ผู้ป่วยตอบสนองในการรักษาดีเช่นกัน

                              

 

               

 

               

เครื่องมือที่ทำในช่องปากเป็นลักษณะถอดได้ ใส่ครอบฟันบนและล่าง เพื่อยื่นขากรรไกรออกมาด้านหน้า ทำให้เนื้อเยื่อช่องคอเปิดออก จึงทำให้หายใจได้สะดวกมากขึ้นและเสียงกรนเบาลง  ขั้นตอนในการทำเครื่องมือนั้น ทันตแพทย์จะพิมพ์ปากและวัดระยะขากรรไกรที่ควรจะยื่นออกมา จากนั้นส่งไปทำเครื่องมือกันกรน และนัดผู้ป่วยมาใส่ จากนั้นจะมีการติดตามผลเป็นระยะ เพื่อดูการตอบสนองต่อการรักษา อาจมีการปรับแต่งเพื่อให้ยื่นขากรรไกรได้มากขึ้น ทั้งนี้หากยื่นขากรรไกรมากเกินไป ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดบริเวณ ขมับขากรรไกรหลังตื่นนอนได้ จึงควรได้รับการรักษากับทันตแพทย์เฉพาะทางที่เหมาะสม สำหรับผู่ป่วยที่ต้องการใส่เครื่องมือกันกรน ควรไปปรึกษาแพทย์และผ่านการทดสอบการนอนหลับ และทราบว่าตนเองมีระดับการนอนกรนอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง เครื่องมือจึงมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

6 วิธีเลี่ยงเสียงกรน


1. ควบคุมน้ำหนัก ความอ้วนเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของอาการนอนกรน เพราะไขมันที่สะสมบริเวณช่องทางเดินหายใจ
    บริเวณคอ ถูกเบียดให้เล็กลง รวมทั้งไขมันที่หน้าอกและท้อง ก็ยังเป็นภาระให้ร่างกายต้องหายใจหนักขึ้น และใช้พลัง
    งานในการหายใจมากขึ้น
2. ออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อที่ดึงรั้งช่องทางเดินหายใจมีความแข็งแรงขึ้น ขณะที่นอนหลับเนื้อเยื่อภายในปาก จะได้ไม่หย่อนลงมาจนขัดขวางช่องทางเดินหายใจ
3. จัดท่านอน พยายามจัดท่านอน เพื่อป้องกันการหายใจทางปาก โดยการนอนตะแคงงอข้อศอก เพื่อให้มือข้างหนึ่งยันคาง ไว้เป็นการปิดปาก หรืออาจใช้หมอนหนุนหลังเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้พลิกมานอนหงาย อาจฝึกด้วยการนอนในที่  แคบๆ จนเคยชินก็ได้ หรือจะลองใช้ลูกเทนนิสสอดไว้ในเสื้อนอนด้านหลัง ความไม่สบายนี้ จะช่วยเตือนให้คุณหลับใน
ท่าตะแคงได้โดยตลอด
4. ยกศีรษะให้สูงขึ้น ถ้านอนตะแคงไม่ได้จริงๆ ให้นอนหงายแล้วใช้หมอนเล็กๆ หนุนที่บริเวณหลังคอด้านบน ยกศีรษะ
    ให้สูงจากเตียง เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นหย่อนลงไปในลำคอ จนเกิดเสียงกรนได้
5. รักษาที่นอนให้สะอาด พยายามกำจัดปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดหอบหืด ภูมิแพ้ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของการกรน เช่น ไรฝุ่น
    ขนสัตว์
6. เพิ่มระดับความชื้นในห้องนอน เพราะการนอนในห้องที่มีความชื้นต่ำมาก อากาศภายในห้องจะแห้ง ทำให้เยื่อบุต่างๆ
    ในระบบทางเดินหายใจพลอยแห้งตามไปด้วย บางรายอาจเกิดอาการบวม และทางเดินหายใจตีบแคบลง จนเกิดอาการ
    นอนกรนในที่สุด

 

นานาน่ารู้ ความรู้เรื่องฟัน